ป้ายกำกับ: วิธีการดูแลสุขภาพ

ความรู้เกี่ยวกับท้องอืดเรื้อรัง

วันนี้เราจะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับท้องอืดเรื้อรังจะเป็นอย่างไร 

เรื่องของการท้องอืดเรื้อรังนั้นมันสามารถเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง  เรื่องท้องอืดเรื้อรังนั้นจะเกิดจากอาการที่ไปรบกวนอาหารทางเดินอาหารที่รบกวนบ่อยที่สุดอาการหนึ่งของคนไทยที่มาหาที่โรงพยาบาลจะมีอาการจุกหนาท้องลมเยอะหรือว่าท้องป่องมากกว่าเดิมและรวมไปถึงของการกินอาหารแล้วไม่ย่อยด้วยสาเหตุหลักแล้วมันเกิดมาจาก เรื่องของโรคกรเพาะโรคลำไส้แปปวนรวมถึงอาหารที่เรารับประทานเข้าไปด้วยก็จะรบกวนกระเพาะอาการพอสมควรอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น

บางทีมันก็จะปล่อยก๊าซออกมาไม่เท่ากันอาหารที่จะทำให้เกิดก๊าซต่างต่างเช่นพวกอาหารอย่างผักบล็อกโคลี่กะหล่ําปลีกะหล่ะดอกหัวหอมรวมไปถึงกระเทียมก็ทำให้เกิดก๊าซลมเยอะขึ้นสาเหตุที่เป็นก็เพราะว่า อาหารชนิดนี้จะมีน้ำตาลบางอย่างแฟงอยู่และจะทำให้น้ำย่อยของเรานั้นอาจจะย่อยไม่ค่อยดีก็จะสามารถทำให้เกิดลมมากขึ้น

เนื่องจากนี้ที่ได้เจอกันบ่อยๆก็คือเรื่องนมคนบางคนก็อาจจะมีน้ำย่อยพวกน้ำบางอย่างที่จะย่อยไม่ค่อยดีเวลารับประทานนมเข้าไปก็จะมีอาการท้องอืดลมเยอะท้องเสียตามมาหรือว่าท้องเสียตามมาได้รวมไปถึงขนมเค้กไอศครีมที่มีส่วนผสมของนมด้วยซึ่งในการรับประทานมันก็จะขึ้นอยู่กับน้ำย่อยของบุคคลนั้นด้วย

และถ้าบางคนที่มีน้ำย่อยอยู่ก็อาจจะไม่ทำให้ท้องเสียอาจจะรับประทานเข้าไปแล้วก็จะไม่ท้องเสียแต่จะเป็นท้องอืดไม่ย่อยแทนและบางคนที่มีน้ำย่อยชนิดไหนอะไรได้อย่างไรอะไรที่เป็นตัวกำเนิดทั้งนี้มันก็ร่างกายคนนั้นๆ คำว่าอาการท้องอืดเรื้อรังมากขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเรื้อรัง โดยปกติแล้วท้องอืดคนปกติก็จะมีอาการท้องอืดได้อยู่แล้วขึ้นอยู่กับอาหารการกินอาจจะมีเรอได้ประมาณ2/3ครั้งหลังจากรับประทานอาหารหรือว่าจะมีอาการภายลมได้ปกติคนเวลารับประทานเข้าไปเรารู้สึกว่าย่อยแน่นอิ่มเร็วท้องเป่งใส่เสื้อแล้วรู้สึกว่าคับกว่าเดิมทั้งที่ไม่ได้กินอะไรมากมาย

หรือว่าเรอทั้งวันทำให้เสียบุคลิกภาพอย่างนั้นจะเรียกว่าผิดปกติคืออาการอาหารไม่ย่อยเลยและมันจะเป็นบ่อยแค่ไหนถึงจะเป็นส่วนใหญ่แล้วมันมักจะเป็นแบบเรื้อรังเป็นนานมากกว่า3/6เดือนซึ่งบางคนก็จะมีช่วงที่เป็นมากขึ้นบางคนนป็นตลอดและจะเป็นเฉพาะสัมผัสอาหารหรือจะเป็นเพราะกลางวหรือตอนนอนคนปกติถ้าจะเป็นท้องอืดแบบคนปกติมักจะสัมผัสกับมื้ออาหารจะมีก่อนและหลังอาหารในช่วงที่หิวหรือในช่วงที่กินอาหารข้าไปก็จะมีลมเรอออกมาบ้างเล็กน้อย

 

สนับสนุนโดย  9luck

รู้เท่าทัน เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “โคโรนา”

สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนายังคงดูน่าเป็นห่วงมากอยุ่ จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่ยังพุ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดสร้างความวิตกให้แก่ผู้คนทั่วโลก ซึ่งในช่วงเวลานี้ก็เริ่มแพร่ระบาดมาที่เมืองไทยแล้ว วันนี้เลยรวบรวมข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสโคโรนามาฝาก ว่ามีอะไรที่ควรจะรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “โคโรนา”

ไวรัส “โคโรนา” เป็นอย่างไร? มีต้นตอมาจากไหน?

โคโรนาไวรัส คือเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบติดเชื้อรวมไปทั้งโรคปอดอักเสบร้ายแรงพบได้ทั้งในสัตว์และในคน

แต่เดิมไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้อยู่ในเชื้อสายเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส (SARS)หรือโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรงที่เคยระบาดหนักในช่วงปี 2002-2003จากงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยปัจจุบันของจีนพบว่าคนติดเชื้อไวรัสโคโรนาจากงูสามเหลี่ยมที่กินค้างคาวเป็นอาหารโดยเชื้อแพร่กระจายมาจากตลาดสินค้าประมงแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดที่มีการค้าสัตว์หลายแบบ ดังเช่นว่า ไก่ฟ้า, งู, ค้างคาว รวมทั้งสัตว์ป่าอื่นๆเชื้อไวรัสนี้ไม่เพียงแค่ถ่ายทอดจากสัตว์มาสู่คนเพียงแค่นั้นแต่ว่าทางการจีนรับรองแล้วว่ามีการแพร่ระบาดจากคนสู่คนด้วยเพราะพบการติดเชื้อในคนที่ไม่เคยเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น

ไวรัสโคโรนา ติดต่อกันได้อย่างไร?

กระทรวงสาธารณสุขจีน ยืนยันว่าเชื้อ ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่นี้เป็นการแพร่กระจายจากคนสู่คนได้รวมทั้งถึงแม้ไม่มีหลักฐานว่าสามารถแพร่ไปได้ทางอากาศแต่ก็สามารถติดเชื้อได้หากอยู่ใกล้ผู้ที่ติดเชื้อไอหรือจามดังนี้โดยทั่วไปแล้ว โรคติดต่อทางเดินหายใจสามารถแพร่ระบาดได้จากการสัมผัสคนป่วย สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ยกตัวอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ การไอ จาม แล้วก็การหายใจรับเชื้อไปสู่ร่างกาย

มีอาการอย่างไร เมื่อติดไวรัส “โคโรนา” ?

สำหรับใครที่ติดเชื้อโคโรนา ถ้าหากได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว จะเริ่มแสดงอาการออกมาใน 1 – 2 อาทิตย์ โดยจะมีลักษณะอาการตามทางเดินหายใจก่อนเป็นขั้นตอนแรก มีไข้ ปวดศรีษะรู้สึกกระสับกระส่าย มีอาการไอ น้ำมูกไหล ปวดเมื่อยตามตัว ลักษณะของอาการคล้ายการเป็นโรคหวัด แม้ว่าจะเป็นเชื้อตัวเดียวกัน แต่ความร้ายแรงสำหรับในการก่อโรคของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปครับ ซึ่งขึ้นกับต้นเหตุทั้งด้านกรรมพันธุ์ ภูมิต้านทาน สุขภาพ แล้วก็อายุ ถ้าเกิดท่านหรือคนในครอบครัวมีลักษณะอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษาอย่างเร็ว

พฤติกรรมที่เคยชินที่เป็นการทำลายฟันโดยที่คุณทำโดยไม่รู้ตัว

การดูแลฟันและเหงือกให้แข็งแรงนั้นเราควรจะมีการแปลงฟันและทำความสะอาดฟันทุกครั้งหลังทานอาหารซึ่งยาสีฟันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ฝันของเราแข็งแรงแต่บางครั้งเราอาจจะเผลอทำลายฝันของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว

มาดูกันว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เราทำไปโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วมีผลกระทบต่อฟันของเราบ้าง

  1. การที่เรากินน้ำอัดลมบ่อยบ่อยจะมีผลกระทบทำให้ฝันของเราเสื่อมสภาพเร็วขึ้นเนื่องจากในน้ำอัดลมจะมีกรดที่ไปทำไรผิวที่เคลือบอยู่ที่ฟันซึ่งจะส่งผลให้ฟันของเราจะผุได้ง่ายรวมถึงจะพบปัญหาว่าเป็นโรคเสียวฟันซึ่งจะทำให้กินอะไรไม่สะดวก
  2. การที่เรากินขนมหวานหรือกินอาหารที่มีความหวานมากจนเกินไปจะส่งผลให้ฟันของเราผุได้ง่ายกว่าปกติเพราะน้ำตาลในขนมหวานจะมาทำลายผิวเครื่อฟัน
  3. การที่เราเขียวของแข็งจนเกินไปจะทำให้ฝันของเราแตกหักหรือเกิดปัญหาฟันร้าวได้ง่ายโดยเฉพาะเวลาที่เรากินน้ำแข็งเรามักจะใช้ฟันกัดน้ำแข็งให้แต่ซึ่งนี่เองเป็นสาเหตุทำให้ฝันของเราร้าว
  4. การแปรงฟันเชื่อว่าทุกคนคงจะมีการแปลงฟันแต่หากแปรงฟันไม่ถูกวิธีก็จะส่งผลให้ฟันของคุณมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงหรือบางครั้งหากมีการแปลงฟันบ่อยเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อตัวฝันได้เพราะยาสีฟันที่เราใช้บ่อยบ่อยจะเข้าไปกัดก่อนตัวฟันหรือบางครั้งการที่เราแปรงฟันไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้แปลงไปถูกเหงือกซึ่งจะทำให้เรามีปัญหาเกี่ยวกับเหงือกอักเสบหรือพบปัญหาการร่นของเหงือกได้
  5. การกัดเล็บสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาฟันสึกกร่อนนั้นก็มาจากการกัดเล็บนั่นเองและผลข้างเคียงต่อการสึกกร่อนของฟันจะทำให้เราพบปัญหาเสียวฟันทำให้กินอาหารไม่ได้และการกัดเล็บยังทำให้คนที่กัดฟันเสียบุคลิกอีกด้วยและที่สำคัญการกัดฟันยังเสี่ยงที่จะนำเชื้อโรคเข้าไปในป่าซึ่งจะทำให้มีโรคตามมาได้
  6. การที่เราใช้ฟันซะอีกหรือแกะสิ่งของเช่นการเปิดฝาขวดหรือเปิดถุงขนมจะทำให้ฟันของเราหักหรือโยกหรือเสียรูปซึ่งจะมีผลที่ฝันที่สวยฟันของเราแข็งแรงก็จริงแต่ถ้าเกิดเราใช้ฝันในทางที่ผิดบ่อยบ่อยก็จะทำให้ฟันโย่อาจจะร้าวหรือหักได้เช่นเดียวกันซึ่งถ้าเกิดเป็นแบบนี้เราจะต้องไปเสียเงินในการให้หมอฟันรักษาฟันในราคาที่สูงมาก

อยากหายจากอาการไอเร็วๆควรทำตามวิธีต่อไปนี้

 เชื่อว่าหลายคนหากมีอาการไอก็จะสร้างความรำคาญให้กับตัวเองแล้วก็คนอื่นซึ่งหากใครที่มีอาการไออย่างหนักแล้วก็อยากจะหายโดยไวดังนั้น

เรามีวิธีให้มาลองทำดูว่าถ้าทำตามวิธีดังต่อไปนี้แล้วการไอของคุณจะหายเร็วกว่าเดิมหรือไม่

  • หากมีการไอเนื่องจากมีเสมหะในลำคอมากควรจะดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณมากๆเพื่อที่น้ำจะได้เข้าไปช่วยละลายเสมหะทำให้ลดอาการไอลงได้
  • และหากยังไม่หายควรจะเปลี่ยนจากน้ำธรรมดาเป็นน้ำอุ่นเพราะว่าน้ำอุ่นจะช่วยละลายเสมหะได้ดียิ่งขึ้นมากกว่าการที่เราจะเข้าไปกินน้ำเย็นนอกจากนี้หากเรากินน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งและน้ำมะนาวเข้าด้วยกันจะช่วยให้ชุมคอลดปัญหาอาการไอได้เป็นอย่างดี
  • หากน้ำผึ้งผสมมะนาวแล้วยังไม่สามารถช่วยลดอาการไอของเราได้ให้หาซื้อยาแก้ไอมากินโดยสามารถไปซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปซึ่งจะมีทางเภสัชกรคอยให้คำแนะนำโดยเราต้องไปบอกอาการให้ละเอียดแล้วเดี๋ยวทางเภสัชกรจะจัดยาลดอาการไอและการระคายเคืองในลำคอให้เราได้
  • หลีกเลี่ยงการไปในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องฝุ่นละอองในปริมาณมากหรือถ้าหากไม่สามารถเลี้ยงได้จริงๆคุณหาหน้ากากอนามัยใส่ป้องกันฝุ่นละอองรวมถึงป้องกันการไอใส่คนอื่นเพื่อเป็นการลดการฆ่าเชื้อโรคอีกทางหนึ่งด้วย
  • หากใครที่ไอแล้วสูบบุหรี่ด้วยให้งดการสูบบุหรี่ไปก่อนเพราะการสูบบุหรี่จะมีผลทำให้ควันบุหรี่ที่ลงไปในลำคอเกิดอาการระคายเคืองที่ขอมากขึ้นกว่าเดิมและยังสร้างเสมหะให้มีที่ลำคอมากขึ้นอีกด้วยดังนั้นหากช่วงนี้ยังไออยู่ให้งดการสูบบุหรี่ไปก่อนหรือถ้าหากเป็นไปได้เลิกการสูบบุหรี่ไปเลยก็ดี
  • ในขณะที่เรายังมีอาการไออย่างหนักอยู่นั้นเราควรจะมีการพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อที่ร่างกายจะได้ไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในแล้วจะทำให้เราแข็งแรงได้เร็วขึ้นเพราะยิ่งนอนน้อยร่างกายก็จะยิ่งอ่อนเพลียแล้วก็จะไม่หายสักที
  • และถ้าหากทั้งหมดนี้ยังไม่ทำให้เราหายจากอาการไอได้เราควรจะไปปรึกษาแพทย์เพราะโดยปกติแล้วคนเราควรจะไอได้นานต่อเนื่องไม่เกินสองสัปดาห์ซึ่งหากนานเกินกว่านี้เราอาจจะมีโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นจึงควรไปหาหมอเพื่อทำการตรวจรักษาจะเป็นการดีที่สุดเพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานนานอาจจะทำให้เกิดปัญหาการไอเรื้อรังแล้วจะมีผลต่อการเป็นโรคอื่นๆตามมาอีกด้วย

ประโยชน์เริ่ดๆจากการที่เลือกกินโยเกิร์ตในช่วงเช้า

        เชื่อว่าหลายคนคงชอบกินโยเกิร์ต ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าของสารอาหารเยอะและมีประโยชน์ทั้งทางด้านการกินอิ่มแล้วยังไม่อ้วนอีกด้วย ปัจจุบันโยเกิร์ตมีหลายยี่ห้อ หลายแบบและหลายรสชาติมาก หาซื้อได้ง่ายตามเซเว่นก็ยังมีขาย มีทั้งแบบรสธรรมชาติ  ไขมันต่ำ ไขมัน 0% และยังมีรสผลไม้แต่ละชนิดรวมถึงรสผลไม้รวมก็มี ซึ่งการกินโยเกิร์ตหากเราเลือกกินรสที่ไม่มีน้ำตาลสูงมากนัก เราก็จะสามารถกินได้ทุกช่วงเวลาเลยทีเดียว

วันนี้เราจะนำเรื่องราวดีดีของการกินโยเกิร์ตในตอนเช้ามาฝากกันค่ะว่ากินแล้วเราจะได้รับประโยชน์จากการกินโยเกิร์ตอย่างไรได้บ้าง

สำหรับการที่เรากินโยเกิร์ตในตอนเช้า

โดยที่ยังไม่ได้กินอะไรเข้าไปก่อนหน้านั้นเลย กล่าวคือการกินโยเกิร์ตตอนที่ท้องของเรายังว่างอยู่นั้น จะช่วยแก้ปัญหาอาการท้องผูกของเราได้ด้วย เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าในโยเกิร์ตมีสารอาหารต่างต่างมากมาย และหนึ่งในนั้นเป็นสารที่ช่วยเรื่องของการกระตุ้นการขับถ่ายให้เรา ช่วยให้เราถ่ายคล่อง ไม่ท้องผูก

และยังไม่ทำให้เราท้องเสียอีกด้วย ในโยเกิร์ตจะมีโพรไบโอติกส์ ที่จะไปทำลายแบคทีเรียชนิดไม่ดีและส่งเสริมกำลังให้แบคทีเรียชนิดดีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งเรากินตอนที่เราท้องว่างเราจะยิ่งได้ประโยชน์จากโยเกิร์ตมากยิ่งขึ้น และหากตอนนี้ใครที่มีปัญหาเรื่องของการท้องผูกอยู่ละก็ลองกินโยเกิร์ตเป็นอาหารเช้าทุกวันติดต่อกันสักประมาณอาทิตย์หนึ่งปัญหาท้องผูกก็จะหายไป 

กินโยเกิร์ตในตอนเช้าแล้วจะช่วยควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนได้ง่ายขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการวิจัยออกมาว่าเป็นผลสำเร็จจริงในเรื่องของการช่วยลดความอ้วน โดยผลการวิจัยนี้มาจาก มหาวิทยาลัย ทีเนสซี  เพราะการที่เรากินโยเกิร์ตเข้าไปจะช่วยให้เราอิ่ม และยังช่วยเผาผลาญไขมันได้ด้วย

การกินโยเกิร์ตตอนเช้าเป็นประจำจะช่วยให้แบคทีเรียชนิดดีที่อยู่ในลำไส้แข็งแรง 

ซึ่งจะไปส่งเสริมการทำงานของแบคทีเรียในบริเวณลำไส้ให้ดีขึ้น จึงเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้อย่างมาก

การเลือกกินโยเกิร์ตที่ดี ที่จะช่วยให้ร่างกายเราได้รับประโยชน์สูงสุดจาการกินโยเกิร์ตนั้น

เราควรเลือกกินโยเกิร์ต ที่มีไขมัน 0% และควรเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ มีน้ำตาลน้อย ซึ่งจะทำให้เราไม่อ้วน และที่สำคัญเราควรกินโยเกิร์ตรวมกับผลไม้สดชนิดต่างต่าง ซึ่งจะทำให้เราทานโยเกิร์ตอร่อยขึ้น และได้ประโยชน์จากผลไม้ร่วมด้วย

วัคซีนกับเซรุ่ม ต่างกันอย่างไร 

วัคซีนและเซรุ่มสำหรับบางท่านนั้นอาจมีความสับสนระหว่างสองอย่างนี้ดังนั้นในวันนี้เราจะมาขยายความสำหรับสองคำนี้ว่ามันมีความต่างกันอย่างไรโดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี 

วัคซีนเป็นยาชนิดหนึ่งซึ่งมีการประกอบไปด้วยเชื้อโรคพี่ตายไปแล้วหรือเชื้อโรคที่ทำให้มีฤทธิ์อ่อนลงจนไม่เป็นอันตรายดังนั้นเราจะนำมาใช้สำหรับฉีดหรือกินเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายของเรานั้น ได้เกิดภูมิคุ้มกันโรคต่างๆซึ่งอาจจะเกิดจากเชื้อนั้นยกตัวอย่างเช่นวัคซีนที่มีการป้องกันโดยโรคคอตีบนั้นมันก็จะประกอบไปด้วยเชื้อคอตีบซึ่งเชื้อเหล่านี้คือเชื้อ แบคทีเรียที่ได้ตายไปแล้วดังนั้นหากมีการนำมาฉีดให้แก่เด็กในขณะที่มีการแข็งแรงดีอยู่ก็จะก่อให้เกิดร่างกายนั้นสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเกี่ยวกับโรคคอตีบสำหรับเด็กคนไหนที่ได้อยู่หรือใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคคอตีบนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นการนำเชื้อเข้าม ก็ตามการฉีดภูมิคุ้มกันเหล่านั้นก็จะทำการช่วยทำลายเชื้อพี่แพรเข้าหาเด็กคนนั้นได้ซึ่งจะทำให้เด็กที่ฉีดวัคซีนคุ้มกันนั้นไม่เป็นโรคคอตีบนั่นเอง 

เซรุ่มคือของเหลวที่มีสีเหลืองเป็นแบบใสใสโดยมีการสกัดมาจากเลือดม้า หรือเลือดคนที่มีการมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว 

จะเห็นได้ว่าการที่เรานั้นได้มีการฉีดเซรุ่มเข้าไปในคนเท่ากับว่าการเอาภูมิคุ้มกัน ที่เป็นม้าหรือผลมาใช้แทนร่างกายของเราเพื่อเป็นการทำลายเชื้อโรคดังนั้นการฉีดนี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะฉีดหลังจากที่ร่างกายของคนเราได้มีการติดเชื้อเหล่านั้นเข้าไปแล้ว 

เราสามารถสรุปได้ดังนี้ 

สำหรับวัคซีนนั้นถือได้ว่าเป็นเชื้อโรคที่ไม่มีพิษหากมีการฉีดหรือกินเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันโรคขึ้นมา โดยเราจะทำก็ต่อเมื่อร่างกายของเรานั้นมีความแข็งแรงซึ่งหากมีการกระทำนั้นจะต้องแน่ใจว่าร่างกายของเรายังไม่ได้รับเชื้อหรือรับเชื้อในระยะแรกดังนั้นสำหรับการฉีดเหล่านี้เป็นการรอเวลาให้ร่างกายของเรานั้นสร้างภูมิคุ้มกัน นั่นเอง 

สำหรับเซลล์ลุ่มนั่นก็คือเป็นกลุ่มคุ้มกันโรคได้โดยตรงจากเลือดของสัตว์หรือคนโดยการฉีดให้ร่างกายเรานั้นหลังจากที่มีการติดเชื้อในระยะค่อนข้างที่จะเป็นอันตรายซึ่งมันจะเห็นผลในทันทีเพราะจะมีการต่อสู้ระหว่างเชื้อโรคแต่นั่นมันจะทำให้อยู่เพียงระยะสั้นสั้นเท่านั้นเพราะหลังจากนั้นมันก็จะสลายตัวของมันไปเองเซรุ่มนี้มักจะใช้กับบุคคลที่ไม่เคยได้รับวัคซีนต่อโรคนั้นนั้นมาก่อนหน้านี้ 

เชื้อโรคแต่นั่นมันจะทำให้อยู่เพียงระยะสั้นสั้นเท่านั้นเพราะหลังจากนั้นมันก็จะสลายตัวของมันไปเองเซรุ่มนี้มักจะใช้กับบุคคลที่ไม่เคยได้รับวัคซีนต่อโรคนั้นนั้นมาก่อนหน้านี้